Nov 16

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

เที่ยวแดนซามูไร สะใจนักช็อป

ญี่ปุ่น
ญี่ปุ่น


เที่ยวแดนซามูไร สะใจนักช็อป (ไทยรัฐ)

เสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องญี่ปุ่นให้วีซ่ายาก ทำให้หวั่นหวาดอยู่หลายเพลาว่าจะได้ไปชิมปลาดิบหรือไม่ ส่วนเรื่องคลี่กิโมโนนั้น แม้แต่จะคิดเล่น ๆ ก็หาได้หาญกล้าแต่อย่างใด

เมื่อมีเสียงตอบรับว่าเตรียมตัวเหินหาวได้ อวัยวะที่เป็นก้อนเนื้อตรงอกข้างซ้ายก็เต้นโครมคราม มิใช่ดีใจว่าจะได้ชิมปลาดิบอย่างเดียว แต่ดีใจที่ได้เยือนบ้านเมืองเหล่าซามูไรด้วย

คุณฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ และคุณตราชู กาญจนสถิตย์ หัวหน้าคณะบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องกลิ่นอายญี่ปุ่น เราจะได้สัมผัสกันเต็ม ๆ โดยเฉพาะกลิ่นอายเบียร์ในวรรณกรรมของมูราคามิ

เรา เหินหาวจากสนามบินสุวรรณภูมิมากว่า 5 ชั่วโมง ก็ถึงท่าอากาศยานนาริตะ กรุงโตเกียวโดยสวัสดิภาพ ระหว่างลัดก้อนเมฆขาว ๆ บางคนอ่านหนังสือ บางคนคุยกันอย่างออกรส ขณะที่บางคนส่งเสียงกรนได้อย่างน่ารักน่าหยิก

พ้นสนามบิน เราออกเที่ยวอย่างมิลังเล ประเดิมด้วยไหว้พระที่ วัดเซ็นโซจิ ย่านวัฒนธรรมอาซากุสะ เพียงสัมผัสบริเวณวัด เราก็ต้องตะลึงกับโคมไฟขนาดใหญ่ แขวนเด่นเป็นสง่าอยู่บนประตูดูมั่นคง แข็งแรง ได้ยินเสียงชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปดังพอ ๆ กับข้าวตอกสีขาว ๆ แตก ในงานกฐินที่วัดข้างบ้าน

ญี่ปุ่น

มิเพียงแค่คณะของเราเท่านั้น ชาวญี่ปุ่นเองก็มาเที่ยวกัน ด้านทิศเหนือของประตู มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ใสแจ๋ว ชาวญี่ปุ่นใช้ล้างมือก่อนไหว้เทพเจ้า โดยเชื่อว่าก่อนที่จะพบเทพเจ้า คนจำเป็นต้องทำกายและใจให้บริสุทธิ์เสียก่อน

ไหว้เทพเจ้าเสร็จ เห็นชาวญี่ปุ่นใช้มือโบกควันเข้าหาตัว เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิต มองเหมือนคนกำลังกินควัน

ศาล เทพเจ้าหลังใหญ่ด้านทิศเหนือที่บูชานั้น คือศาลเจ้าแม่กวนอิม ตามความเชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งของชาวพุทธนิกายมหายาน ชาวญี่ปุ่นปัจจุบันมีประมาณ 126 ล้านคน เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาพุทธ และมีศาสนาชินโต เกาะเกี่ยวอยู่กับวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน เหมือนคนไทยเรามีศาสนาพุทธ แต่มีพิธีกรรมพราหมณ์เข้ามาใช้นั่นเอง

ด้านหน้าศาลเทพเจ้ามีของที่ระลึกขาย ส่วนใหญ่ เป็นเครื่องรางของขลัง รอให้พุทธศาสนิกชนนำไปบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิต มีทั้งป้ายผ้า แผ่นตัวอักษร และอื่น ๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้เป็นที่สนใจของชาวญี่ปุ่น แต่คณะคนไทยหาใช่ไม่ เพราะคนไทยมี ถนนนากามิเซะ ยาวประมาณ 250 เมตร รออยู่อย่างท้าทายและยั่วยวนใจ

ญี่ปุ่น

ถนนเส้นนี้ลากยาวจากประตูที่มีโคมแขวนไปทางทิศใต้ ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยสินค้านานาชนิด นักช็อปมืออาชีพและมือสมัครเล่นเร่งมือทำหน้าที่กันอย่างขะมักเขม้น แต่ละคนเอาจริงเอาจังมาก เปรียบได้กับท่าทางของคนญี่ปุ่นที่เอาจริงเอาจังกับการเดินไปทำงานในยามเช้า นั่นเชียว

สินค้าดูดเงินมีทั้งพวงกุญแจหลากสไตล์ หุ่นพลาสติกรูปอุลตร้าแมน และตัวสัตว์ประหลาดที่โลดแล่นออกมาจากภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่น มีให้เลือกซื้อทั้งเป็นตัว ๆ และเป็นกล่อง ๆ แต่ละกล่องมีตราการันตีว่า ไม่ได้ทำเลียนแบบและลอกเลียนลิขสิทธิ์และไม่มีพิษสารปนเปื้อนใด ๆ

ขนมนมเนยก็มีให้เลือกหาหลากรสหลากรูปแบบ ใครที่ชื่นชอบขนมญี่ปุ่น ทั้งชนิดกรุบกรอบและข้าวญี่ปุ่นอร่อยๆ ก็มีให้เลือกชิมรสได้ตามชอบ อยากเข้าชิมเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่า ราคากับเงินในกระเป๋ายังมีความขัดแย้งกันอยู่ไม่น้อย จึงกระซิบกับตัวเองว่าไม่เอาดีกว่าถอยดีกว่า

เงินญี่ปุ่น 100 เยน เท่ากับเงินไทย 36 บาท มองราคาข้าวชุดละกว่า 1,000 เยน แม้จะอร่อยเพียงใด ก็ต้องถนอมความฝันเอาไว้ก่อน

ญี่ปุ่น

หน้าร้านขายของบางร้านมีแมวกวักสีทอง ไม่ว่าคนจะเต็มร้านหรือบางตา เจ้าแมวยังทำหน้าที่กวักเรียกลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ความเชื่อเรื่องโชคลางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ ชาวญี่ปุ่นดูเหมือนไม่น้อยหน้าคนไทย

มอง สินค้าอื่น ๆ มีทั้งเสื้อผ้า และของที่ระลึกมากมาย สะดุดตาที่สุดก็เห็นจะเป็นชุดกิโมโน ซึ่งเป็นชุดของสตรีชาวญี่ปุ่น มีวางขายอยู่เกลื่อนตา ในวันธรรมดา ๆ หญิงญี่ปุ่นจะไม่สวมใส่กัน เพราะชุดสากล และชุดแฟชั่นนำสมัยท้าทายให้เลือกสวมใส่

เรื่องแฟชั่นของสาว ญี่ปุ่นต้องยอมรับว่าผู้สวมใส่กล้าเอามาก ๆ มีคนสวมชุดกิโมโนมาเดินบนถนนอยู่เหมือนกัน ถ้าเทียบกับบ้านเรา ก็เหมือนใส่ชุดไทยมาเดินแถว ๆ สีลม แต่ที่นี่โตเกียว มหานครของญี่ปุ่นเราจึงเห็นอะไรแปลก ๆ แฟชั่นนำสมัยของคนญี่ปุ่น เท่าที่สังเกตด้วยตาเปล่า พบว่าวัยรุ่นส่วนหนึ่งนุ่งกางเกงขาสั้น หรือไม่ก็กระโปรงสั้น สวมถุงน่องพรางผิว สวมเสื้อแขนยาว ชายเสื้อคลุมเลยเอวมาเล็กน้อย สาวน้อยใหญ่สวมใส่กันมาเดินกรีดกรายตามถนนทั่วไป

แต่ ที่น่าตกใจเล็ก ๆ ก็คือ สาวญี่ปุ่นไม่น้อย เมื่อเดินมาพบมุมพักผ่อนริมถนน มักงัดเอาบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ บางคนพ่นควันอย่างบรรจง ขณะที่บางคนพ่นออกมาอย่างรุนแรง ก่อนที่จะส่งก้นบุหรี่ลงถังขยะ แล้วเร่งเดินจากไป

ญี่ปุ่น

แต่ละซอกซอยและบนถนนใหญ่ใกล้ ๆ กับ ถนนวัฒนธรรมอาซากุสะ เห็นคนญี่ปุ่นเดิน ๆ และเดิน คนที่ไปทำงานสวมชุดสูทสากลทั้งหญิงและชาย พวกเขาเดินไปลงรถไฟใต้ดิน เพื่อไปยังที่ทำงาน

มัคคุเทศก์ของเรายืนยันว่า ถ้าพบสาวญี่ปุ่นบนรถไฟสายใด เวลาไหน วันรุ่งขึ้นเมื่อไปดักรอจะต้องพบเธอแน่นอน  เพราะตารางเวลาของคนทำงานเหมือนกันทุกเมื่อเชื่อวัน

หลัง อิ่มกับการเลือกซื้อของแล้ว เราเข้าที่พักย่านชินจูกุ ซึ่งก็เป็นย่านช็อปกระจายเหมือนกัน แม้แต่ในโรงแรมก็สามารถโดยสารลิฟต์ไปซื้อของราคา 100 เยน ได้สบาย ๆ แต่สินค้าราคาถูกเหล่านี้ ส่วนใหญ่เดินทางมาจากจีน เพราะมาตรฐานของสินค้าญี่ปุ่นและต้นทุนการผลิตในญี่ปุ่นไม่อาจนำสินค้ามาขาย ในราคานี้อย่างแน่นอน และที่สำคัญ สินค้าทุกชิ้นไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ก็ล้วนแล้วแต่ระบุว่า เมดอินไชน่า ด้วยกันแทบทั้งหมดทั้งสิ้น

Nov 3

ท่าเรือด่านเก่า อยู่ถัดขึ้นไป จากท่าเรือด่านใหม่ ชายหาด ไม่เหมาะจะลงเล่นน้ำ แต่เหมาะสำหรับตกปลา เพราะเป็นหาดดิน ด้านหลังชุมชนบ้านด่านเก่า จะมีแหล่งน้ำจืดของเกาะ ด่านเก่า มักจะเป็นจุดผ่านไปยังหาดอื่นๆ เกาะช้าง

Oct 15

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

รัฐสภา สหรัฐ

เยือนอเมริกา ตื่นตา”4th of July” (ข่าวสด)
โดย : วรนุช มูลมานัส


เดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลาราวเที่ยงคืนครึ่งของวันที่ 25 มิถุนายน ตามเวลาในไทย เที่ยวบิน KE 654 เพื่อเดินทางไปยังนครลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ

ราวแปดโมงครึ่งของวันที่ 25 มิถุนายน ตามวันเวลาท้องถิ่น นกเหล็กก็ข้ามพ้นมหาสมุทรแปซิฟิก จากซีกโลกตะวันออกแตะรันเวย์ของท่าอากาศยาน LAX หรือ Los Angeles Interna tional Airport ในซีกโลกตะวันตก

จากนั้นก็เช็กอินเข้าที่ Cheraton Gateway LA และต่อไปนี้เป็นขั้นตอนของการลุยเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในแอลเอ เริ่มจากย่าน Holly wood ที่ว่าใครต่อใครต้องไป

ที่นี่หากเช่ารถขับเที่ยวจะสะดวกมากกว่าใช้รถโดยสารสาธารณะ เพื่อนชาวอเมริกันบอกและคนที่อาศัยที่นี่จะรู้ซึ้งดีว่า หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็จะไม่ค่อยมีใครใช้บริการรถสาธารณะกัน

สังเกตการขับรถของคนที่นี่เสียเพลิน แป๊บเดียวก็ถึงย่าน Hollywood แล้ว จากนั้นสารถีก็แปลงร่างเป็นไกด์นำเที่ยวพาย่ำถิ่นบันเทิงของชาวอเมริกัน

เรื่องของเรื่องคืออาจเพราะที่แคลิฟอร์เนีย อันเป็นมลรัฐที่นครแอลเอตั้งอยู่ มีฝนตกไม่กี่วัน ในแต่ละปี บรรดาผู้สร้างหนังทั้งหลายคงเห็นแล้วว่าเหมาะกับการมาลงทุนทำสตูดิโอ ว่าแล้วที่นี่ก็เลยกลายเป็นแหล่งของคนบันเทิงทั้งหลาย

การทัวร์เริ่มจาก Hollywood Walk Of Fame บนถนนฮอลลีวู้ด บูเลอวาร์ด ดูฝ่ามือและรายชื่อของดาราดังๆ บนพื้นของถนนสายนี้

แต่วันที่ไปนั้นมีการปิดถนนบางส่วนเพื่อเตรียมเปิดตัว ซาซ่า บารอน นักแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Bruno ที่โด่งดังจากเรื่อง Borat ไหนๆ ก็ได้มาแล้ว เลยอยู่ร่วมตื่นเต้นกับเขาหน่อย แต่เวลางานเริ่มที่ 5 โมงเย็น เลยขอแวบไปย่านสุดหรูเบเวอร์ลี ฮิลส์ ก่อนค่อยกลับมาอีกตอนงานใกล้เริ่ม

ย่าน เบเวอร์ลี ฮิลส์ ถือเป็นย่านคนรวย บรรดาเซเลบริตี้บันเทิงทั้งหลายมีบ้านอยู่ที่นี่ จากนั้นก็เดินเที่ยวชมย่านไฮโซ โรดีโอ ไดรฟ์ Rodeo Drive ศูนย์รวมของร้านดีไซเนอร์ชื่อดัง

กลับมาย่านฮอลลีวู้ดอีกหนตอนเย็นย่ำ แต่ที่ทำให้บรรยากาศไม่สนุกอย่างที่ควรจะเป็น เพราะวันนั้น ทั่วโลกช็อกกับการสูญเสียนักร้องระดับตำนานอย่างไมเคิล แจ๊กสัน ไปอย่างกะทันหัน ขนาดไกด์ไม่ใช่มิตรรักแฟนเพลงของไมเคิลยังตกตะลึงและช็อกกับข่าวร้าย

เข้าออกร้านไหนในย่านฮอลลีวู้ด ดูข่าวช่องใด ก็จะเสนอข่าวการเสียชีวิตของราชาเพลงป๊อปคนนี้ ชาวอเมริกันจับกลุ่มพูดคุยกันถึงประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง ข่าวอื่นแทบไม่มีให้ดู นอกจากเรื่องราวของไมเคิล แจ๊กสัน

ออกจากฮอลลีวู้ดเย็นย่ำ สารถีพานั่งรถออกมาจากตัวเมืองมุ่งสู่โรงแรม  ก่อนช่วงเช้าจะเช็กเอาต์ ออกไปย่ำชมสตูดิโอของ วอร์นเนอร์ บราเธอร์ส (Warner Brothers Studio) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ของวงการบันเทิงที่นี่ สนน ราคาจองผ่านเว็บไซต์ล่วงหน้าแบบวีไอพีทัวร์คนละ 45 เหรียญสหรัฐ

ที่นี่ได้มีโอกาสเห็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องต่างๆ หรือซีรีส์ดังๆ ไม่ว่าจะเป็น Friends และ Two and A Half Men ที่บ้านเราก็นำมาออกอากาศ เครื่องแต่งกายของนักแสดง ที่เค้าจัดแสดงให้ผู้มาเยือนได้ชม เช่น Harry Potter, Batman เป็นต้น

จากนั้นมุ่งหน้าไป Paul Getty’s Museum พิพิธภัณฑ์ ที่ว่านี้ก่อตั้งโดย กองทุนเจ พอล เก็ตตี้ มหาเศรษฐีอเมริกันที่ร่ำรวยจากน้ำมันและธุรกิจอื่นๆ ออกแบบโดยริชาร์ด ไมเออร์ สร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการแก่สาธารณชนเมื่อเดือนธ.ค. ค.ศ.1997

แม้จะมีพื้นที่กว่า 750 เอเคอร์ แต่ตัวอาคารจริงใช้พื้นที่ 110 เอเคอร์ ที่เหลือเป็นพื้นที่สีเขียว และสวนสวยๆ ที่ออกแบบโดย โรเบิร์ต เออร์วิน พิพิธภัณฑ์ แห่งนี้รักษางานศิลปะที่ พอล เก็ตตี้ ได้สะสมไว้ แต่ละชิ้นที่นำมาจัดแสดงล้วนแต่เป็นงานต้นฉบับของศิลปินชื่อดังของโลกทั้ง สิ้น รายละเอียดการเยี่ยมชม เข้าไปดูได้ที่www.getty.edu

หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าไปซานตา มอนิกา (Santa Monica) เมือง ตากอากาศขึ้นชื่อของที่นี่ มีโอกาสได้ไปสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนและไลฟ์สไตล์ของที่นี่ขอบอกว่าแสนเพลิด เพลินเจริญใจอารมณ์ ประมาณถนนคนเดินบ้านเรา

รุ่งเช้าก็ออกเดินทางอีกหนคราวนี้ก็ไปเก็ตตี้ วิลลา (Getty Villa) ซึ่งเป็นอีกส่วนของพิพิธภัณฑ์เก็ตตี้ รวมผลงานด้านศิลปะของกรีก โรมัน เอาไว้ด้วยกัน หากคนที่ชื่นชอบงานศิลปะ ประวัติศาสตร์ การออกแบบตกแต่งอาคาร สวนแล้วล่ะก็ไม่น่าพลาดมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งที่ว่านี้

ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็มุ่งไปยัง เวนิซ บีช ระหว่างทางก็เพลินตาไปกับวิวสวยๆ ของชายทะเลที่เลียบขนานไปกับถนน ผ่านแนวมาลิบู ที่มีมหาวิทยาลัยเปปเปอร์ไดน์ ตั้งอยู่บนเนินเขาสวยงาม ตระการตา ว่าแล้วก็ชวนกันขึ้นไปภายในมหาวิทยาลัยเพื่อไปชมวิวจากมุมสูง เป็นอีกภาพที่ประทับใจ

หาดเวนิซ บีช บอร์ดวอล์ก ตลอดสองข้างทางมีการออกร้านขายของแบ กะดิน รวมถึงการละเล่นที่เรียกความสนใจจากฝรั่งมุงทั้งการเต้นรำ ทอล์ก โชว์ วณิพกที่ทั้งร้องทั้งเล่นสร้างความเพลิดเพลินให้คนผ่านไปมา

อีกชายหาดที่ต้องไปคือ นิวพอร์ต บีช ถิ่นผู้มีอันจะกิน บ้านเรือนตกแต่งอย่างสวยงาม คืนรถที่เช่ามาเสร็จสรรพ นั่งรถเวียนกลับไปยัง LAX จุดหมายของคืนนี้อยู่ที่เมืองแอตแลนตา Atlanta มลรัฐจอร์เจีย

อควาเรียมจอร์เจีย เปิดให้ชมในปี 2005 เป็นอควาเรียมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บรรจุสัตว์น้ำมากกว่า 100,000 ตัว กว่า 500 สปีชีส์ จากทั่วทุกมุมโลก

ถือโอกาสเข้าไปทัวร์สำนักงานใหญ่ของ CNN สำนักข่าวชื่อก้องโลก ที่อยู่ถนนอีกฝั่งหนึ่ง โดยต้องซื้อตั๋วในราคาคนละ 13.50 เหรียญสหรัฐ แต่เมื่อเข้าไปแล้วก็รู้สึกได้ว่าเกินคุ้มกับราคาตั๋ว

จากแอตแลนตา ไปที่ วอชิงตันดี.ซี.เมืองหลวงของสหรัฐ ที่พลาดไม่ได้คือต้องไปเยี่ยมชมสถาบันสมิธโซเนียน โดยสถาบันแห่งนี้มีพิพิธภัณฑ์อีกกว่า 19 แห่ง

สถาบันแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ เจมส์ สมิธสัน ซึ่งระบุในพินัยกรรมว่า หากหลานชายของเขา เฮนรี เจมส์ ฮังเกอร์ฟอร์ด ไม่มีทายาท ก็ให้ยกมรดกทั้งหมดให้แก่รัฐบาลสหรัฐเพื่อก่อตั้งองค์กรที่สามารถ “เพิ่มพูนและเผยแพร่ความรู้” ให้แก่มนุษยชาติ

ปีค.ศ.1835 เมื่อหลานของเขาเสียชีวิตลงโดยไม่มีทายาท ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ๊กสัน จึงรายงานต่อรัฐสภาถึงความจำนงของเขา เงินพินัยกรรมที่เขายกให้แก่รัฐบาลสหรัฐ เวลานั้นมีมูลค่า 104,960 ปอนด์ทองคำ หรือ 500,000 เหรียญสหรัฐ (คำนวณตามอัตราเงินเฟ้อในปี ค.ศ.2005 เป็นเงิน 9,235,277 เหรียญสหรัฐ)

นับจาก 10 สิงหาคม พ.ศ.2389 ซึ่งถือเป็นวันก่อตั้งสถาบันแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน ที่นี่เปิดให้ประชาชนจากทั่วโลกเข้าเยี่ยมชมฟรี ส่วนใครอยากชมบรรดาอนุสาวรีย์ สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่อยู่รายล้อม แต่ไม่อยากเดินก็มีให้บริการทัวร์เคลื่อนที่ สนนราคาที่คนละ 27 เหรียญสหรัฐ เริ่มจาก 09.30 น. ถึง 16.30 น. ซื้อตั๋วครั้งเดียวใครอยากไปตรงไหนก็เลือกได้ตามสะดวกภายในเวลาที่กำหนด

รวมถึงได้ไปชมบ้านของจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐที่เมานต์ เวอร์นอน เมืองเล็กๆ ที่สงบ สวยงาม

อีกด้านของถนนคือแม่น้ำโปโตแมค ระหว่างถนนใหญ่กับแม่น้ำจะมีเส้นทางเล็กๆ ไว้ให้ผู้คนได้จ๊อกกิ้ง ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่น และยังมีสวนสาธารณะเป็นจุดๆ ตลอดเส้นทาง

จอร์จ วอชิงตัน เคยบอกไว้ว่า “ไม่มีที่ใดในสหรัฐที่จะน่าอยู่เท่าที่นี่อีกแล้ว”

แล้วก็มาถึง Independence Day หรือโฟร์ธ ออฟ จูลาย (4th of July) อันเป็นวันชาติอเมริกา แอตแลนตาคึกคักกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ

ผู้คนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีเดียวกับธงชาติ ไม่ว่าขาว แดง น้ำเงิน มีถ้อยคำบ่งบอกว่าเป็นชาวสหรัฐ บ้านเรือนตกแต่งด้วยธงชาติสหรัฐ ไปไหนมาไหนก็จะทักทายกันยิ้มแย้มแจ่มใส ขอให้มีความสุขในวันพิเศษนี้

ช่วงบ่ายถ้าต้องการไปชมพลุฉลองวันชาติ ก็ต้องออกจากบ้านขับรถไปจอดที่รถไฟใต้ดินเพื่อความสะดวกในการเดินทาง เมื่อไปถึงจุดสำหรับร่วมฉลองวันชาติ เจ้าหน้าที่จะตรวจกระเป๋า สัมภาระ นับจำนวนคนที่เข้าไปบริเวณงาน

พวกเราจับจองบริเวณบันไดของ The Capital หรืออาคารรัฐสภาสหรัฐ ซึ่ง เป็นจุดสูงสุดของงานเพื่อให้เห็นความสวยงามของพลุและมินิคอนเสิร์ต และการแสดงต่างๆ ได้ถนัดตา นั่งปวดเอว ปวดก้น ร้อนแดดจากบ่าย 3 โมงถึงราว 4 ทุ่มงานก็เลิก พร้อมกับความประทับใจ

ได้เห็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวอเมริกันในวันชาติแล้ว ก็นึกถึงสถานการณ์บ้านเราว่า จะวันไหนหนอที่ “บ้านเรา” จะกลับมาเป็น “บ้าน” ที่อบอุ่นเหมือนที่เคยเป็นมา

Oct 13

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

ในบรรดาแหล่ง ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย “บาหลี” เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่คนหนุ่มสาวทั่วโลกใฝ่ฝันจะไปสัมผัสให้ได้สักครั้งใน ชีวิต Rose มาลี ก็เคยฝันแบบนั้น และหาโอกาสไปเที่ยวมาแล้วจนได้

ความ มีเสน่ห์ของบาหลีไม่ใช่แค่สภาพภูมิศาสตร์ของเกาะ และธรรมชาติอันสวยสดงดงามอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่วิถีการดำเนินชีวิตของชาวบ้านที่ปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน จากอดีตสู่ปัจจุบันนับพันปี และไม่ว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน หรือนักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลเข้ามาถล่มทลายอย่างไร ความเชื่อในศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีของชาวบาหลีก็ยังมั่นคงไม่เสื่อมคลาย

บาหลีเป็นชุมชนวัฒนธรรมฮินดูที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในประเทศที่มีประชากรเป็นมุสลิมส่วนใหญ่(ชาวอินโดนีเซีย 95 % นับถือศาสนาอิสลาม) เพราะชาวบาหลีมีรากฐานทางวัฒนธรรมของตัวเองอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน ทำให้สามารถสร้างสรรค์รูปแบบประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองจนกระฉ่อนไกล ไปทั่วโลก เช่น รีสอร์ต สปา หรือสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัวของบาหลีอย่างชัดเจน

นอกจากนั้น พิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนา และการยึดมั่นทำบุญไหว้พระเป็นประจำสม่ำเสมอ ได้สะท้อนให้เห็นศรัทธาที่แน่วแน่ มั่นคงต่อเทพเจ้าฮินดูของชาวบาหลี โดยชาวบ้านที่นี่เชื่อว่าธรรมชาติมีพลัง ดัง นั้น ผู้คนจึงเชื่อในจิตวิญญาณ ภูตผี ปิศาจและนับถือดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่สิงสถิตอยู่ตามบ้านเรือน และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย

จึง ไม่แปลกที่เกาะแห่งนี้มีวัดเล็กวัดน้อยกระจัดกระจายอยู่กว่า 1 พันวัด และเรามักจะได้เห็นกระทงใบตองบรรจุดอกไม้ ธูปเทียน วางไว้ตามหน้าบ้าน ตามถนนหนทางรอบๆ เกาะ เช่นเดียวกับผู้คนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าพื้นเมืองสีสันสวยงาม เข้าวัดเช้าเย็นเป็นปกติ และหากโชคดีนักท่องเที่ยวก็อาจจะได้เห็นขบวนหญิงสาวแห่เครื่องสังเวยเซ่น ไหว้ ซึ่งเป็นพานผลไม้ที่ซ้อนสูงกันขึ้นเป็นกรวยหลายชั้นเทินไว้บนศรีษะ เดินเรียงแถวกันไปร่วมงานเทศกาลต่างๆ ที่วัดซึ่งมักเป็นพิธีกรรมที่จัดอย่างยิ่งใหญ

ด้วยเหตุนี้ บาหลีจึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวฮันนีมูนที่มีเสน่ห์ที่สุดแห่ง หนึ่งในโลก คู่บ่าวสาวหลายคู่เลือกที่นี่เป็นที่ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กัน ด้วยความหลงใหลในเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปวัฒนธรรมบาหลี และความงดงามของภูมิประเทศ ซึ่งยังมีความอุดมสมบูรณ์ มีแนวภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ทางตอนกลางเกาะ มีชายหาดทอดยาวไปตามชายฝั่งให้เลือกทั้งแบบที่สงบเงียบและที่ครึกครื้น มีสีสันมีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยม

พื้นที่ส่วนใหญ่ของบาหลีเป็นภูเขาสูง โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนเหนือของเกาะ เป็นแนวภูเขาไฟที่ยังมี “ภูเขากูนุงอากุง” คุกรุ่นอยู่ โดยยอดเขานี้เป็นยอดสูงสุดของเกาะ (3,142 เมตร) พื้นที่ราบของเกาะอยู่ทางตอนใต้ ขณะที่ภาคกลางได้อานิสงส์จากลาวาภูเขาไฟที่เคยระเบิดมาแล้ว จึงมีความอุดมสมบูรณ์กว่าแหล่งอื่น ตามไหล่เขามีการทำนาแบบขั้นบันไดอยู่ทั่วไป โดยบริเวณที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเมือง “อูบุด” ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งบนเกาะ

การ เพาะปลูกและทำนาแบบขั้นบันไดเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของเกาะบาหลี แค่นั่งรถชมวิวนาขั้นบันไดที่มีสีสันแตกต่างกันไปตามฤดูกาลไปทั่วเกาะ ก็คุ้มค่าแล้วค่ะ และถ้าใครชื่นชอบสะสมงานศิลปะหัตถกรรม จำพวกผ้าทอพื้นเมือง ผ้าบาติก และการแกะสลักไม้ ซึ่งมีความละเอียดปราณีตสวยงาม ก็สามารถเลือกซื้อเลือกชมกันได้อย่างจุใจในราคาไม่แพง

แต่ ขอบอกก่อนว่าถ้ามาช็อปปิ้งที่นี่จะต้อง “ทำใจ” ในเรื่องการรู้จักต่อรองราคาให้มาก ไม่เช่นนั้นมีโอกาสโดนพ่อค้าแม่ค้าโก่งราคาเอาได้

สำหรับ อูบุด (Ubud) นอกจากจะเป็นหมู่บ้านที่สวยงามด้วยวิวทิวทัศน์แล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมของเกาะ หากใครเดินทางไปบาหลีแล้วไม่ได้แวะเที่ยวอูบุด แสดงว่ายังไปไม่ถึงบาหลีจริง

อูบุด ตั้งอยู่ตอนกลางของเกาะ เป็นหัวใจของการท่องเที่ยวบาหลี มีทั้งรีสอร์ตหหรูหราไปจนถึงเกสต์เฮาส์และโฮมสเตย์ราคาคืนละไม่กี่เหรียญ แล้วแต่ความสะดวกและรสนิยมในการท่องเที่ยวของแต่ละคน ที่นี่คือแหล่งรวมงานศิลปะทุกประเภท ตั้งแต่โบราณสถาน วัดวาอาราม ศูนย์หัตถกรรม การแสดง มีร้านขายของพื้นเมืองอยู่เต็มไปหมด รีสอร์ตเล็กๆ หลายแห่งนิยมสร้างอยู่ตามนาขั้นบันได ร่มครึ้มเขียวขจีตลอดทั้งปี

ร้านอาหารพื้นเมืองแถวอูบุด ราคาชาวบ้านที่ดังมากๆ ชื่อ Dirty Duck มีอาหารที่คนไทยกินได้อร่อยหลายอย่าง ถ้าใครชอบอาหารจำพวกแกงมัสหมั่น หมูสะเต๊ะ หรือสลัดแขก รับรองไม่ผิดหวังค่ะ และรอบๆ หมู่บ้านอูบุดนี้มีบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวบ้านอยู่ หลายแห่ง ซึ่งชาวบาหลีจะนิยมไปอาบน้ำชำระร่างกายเป็นประจำ แต่อย่าเผลอไปถ่ายรูปเข้านะคะ เดี๋ยวเป็นเรื่อง

การ เข้าไปเที่ยววัดในบาหลี ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะต้องเสียค่าเข้าชม (ประมาณคนละ 1,000-1,500 รูเปียห์) และมีกฎกติกามารยาทที่ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมของคนท้องถิ่น คือผู้หญิงต้องนุ่งโสร่งกรอมเท้า ผู้ชายต้องสวมกางเกงขายาวและมีผ้าคาดเอว แต่ถ้าใครไม่ได้เตรียมผ้าไว้คนเฝ้าวัดจะมีให้ยืม ใครใส่กางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้นห้ามเข้าวัด

นอก จากนั้น ยังห้ามไม่ให้ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเข้าวัดเป็นอันขาด เพราะชาวบาหลีเชื่อกันว่าพื้นดินภายในบริเวณวัดมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรให้ผู้หญิงที่มีประจำเดือนมาเหยียบย่ำ

วัดในศาสนาฮินดูส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายๆ กัน คือ สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า ภายในวัดแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ สวรรค์ โลกมนุษย์ และบริเวณของภูตผีปิศาจ โดยซุ้มประตูทุกแห่งจะมีเอกลักษณ์ของศิลปะบาหลี มีนายทวารบาลนั่งเฝ้าสองข้าง บางทีก็เป็นยักษ์ เทพอสูร หรือครุฑ ในบริเวณวิหารภายในจะมีรูปสลักเทพเจ้าต่างๆ ที่ชาวฮินดูนับถือ เช่น พระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ พระพิฆเณศ เป็นต้น

วัดสำคัญที่ถือว่าเป็น “Mother Temple” ของชาวบาหลี ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องไปให้ถึงก็คือ วัดเบซากิ(Pura Besaki) ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขา มีทางขึ้นสูงลิ่วคล้ายๆ กับบันไดหินของปราสาทเขาพนมรุ้งในบ้านเรา  ระยะทางเดินขึ้นวัดประมาณ 800 เมตรลาดชันไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ บริเวณปากทางมีด่านเก็บเงิน โดยจะคิดค่ากล้องถ่ายรูปและวิดีโอด้วย

ใน วัดเบซากินี้จะมีวัดเล็กวัดน้อยหลายวัดซ้อนรวมกันอยู่เป็นชั้นๆ เพื่อแบ่งใช้กันตามวรรณะที่แตกต่างกัน โดยส่วนบนสุดมีพื้นที่ใหญ่โตโอ่โถงกว่าที่อื่นใช้ประกอบพิธีทางศาสนา สำหรับชนชั้นวรรณะสูง และห้ามมิให้บุคคลที่ไม่ใช่ฮินดูเข้าไปภายใน

ระหว่างทางขึ้นชมวัดแห่งนี้จะมีร้านขายของที่ระลึกเรียงรายแออัดตามสองข้าง ทาง เต็มไปหมด ขอแนะนำว่าให้ขึ้นไปชมวัดก่อนจึงค่อยลงมาซื้อของจะสนุกกว่า โดยเฉพาะท่านที่เดินทางไปหับกรุ๊ปทัวร์ซึ่งมักจะมีเวลาไม่มากนัก

อีกวัดหนึ่งที่เป็นสุดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในการไปถ่ายรูป ชมวิว โดยเฉพาะการซึมซาบบรรยากาศพระอาทิตย์อัศดงยามเย็น คือ วัดทานาห์ลอต (Tanahlot) ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลตะวันตกของเกาะ เป็นวัดที่สร้างขึ้นบนโขดหินคล้ายเกาะเล็กๆ เวลาน้ำขึ้น น้ำทะเลจะท่วมรอบเกาะมองดูเหมือนวัดลอยน้ำอยู่ ถือเป็นวัดริมทะเล 1 ใน 5 แห่งของเกาะบาหลีที่มีภูมิทัศน์สวยงามที่สุดจึงมีนักท่องเที่ยวแห่กันมาชม จำนวนมหาศาลในแต่ละวัน



สำหรับผู้ที่หลงไหลกลิ่นไอทะเล หาดทราย สายลม แสงแดด บาหลีก็มีชายหาดที่สวยงามมีชื่อเสียงหลายแห่ง ที่โด่งดังมากๆ เทียบชั้นชายหาดพัทยาของบ้านเราก็คือ หาดกูตา ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินเพียง 2-3 กิโลเมตร ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่เลือกจะพักผ่อนในบรรยากาศชายทะเลก็สามารถหาที่พักแถวนี้ ได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเข้าไปถึงเมืองหลวง
“เดนปาซาร์”

จุดเด่นของกูตาคือหาดทรายยาวเหยียดถึง 8 กิโลเมตร เป็นศูนย์รวมความบันเทิงทุกสิ่งในบาหลี  มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้สนุกมากมาย โดยเฉพาะกีฬาชายหาด จำพวกวินด์เซิร์ฟ และการเล่นกระดานโต้คลื่น

คลื่นที่นี่มีความแรงหลายระดับ เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มหัดเล่น โดยสามารถหาเช่าอุปกรณ์ได้สะดวก แต่ชายหากกูตามักมีคนพลุกพล่าน อาจจะน่ารำคาญสำหรับคนที่ไม่ชอบความอึกทึกครึกโครมเพราะมักจะมีพ่อค้าแม่ ขายเดินเร่ขายของ เพนต์เล็บ แท็ตทู นวดตัว ฯลฯ ดังนั้นใครชอบความสงบขอแนะนำให้ไปชายทะเลแถวลอมบ็อกค่ะ

เดือน ที่มีอากาศเย็นสบายของบาหลีคือเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม จากนั้นก็เข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่เดือนตุลาคม – มีนาคม ช่วงที่ฝนตกหนักที่สุดคือเดือนธันวาคม และมกราคม จะไปเที่ยวก็วางแผนให้รอบคอบ

Oct 9
ย่านลาส แรมบลาส เมืองบาร์เซโลนา

เผย 10 รายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งมีคดีล้วงกระเป๋าชุกชุมที่สุด (มติชนออนไลน์)

คู่ รักจำนวนมากอาจจะคุ้นเคยกับคำกล่าวที่ว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” เป็นอย่างดี แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปทั่วโลกแล้ว พวกเขาย่อมรู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่า “ที่ใดมีนักท่องเที่ยว ที่นั่นมีนักล้วงกระเป๋า” เช่นกัน เว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดังของต่างประเทศ ได้จัด อันดับสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งขึ้นชื่อลือชาเรื่องการเกิดคดีล้วงกระเป๋านัก ท่องเที่ยวมากที่สุด จำนวน 10 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นเมืองในทวีปยุโรป ได้แก่…

กรุงโรม ประเทศอิตาลี

1. ย่านลาส แรมบลาส เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

ถนนคนเดินที่มีชีวิตชีวา ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงเพลงและผู้คนอยู่ตลอดวันตลอดคืนแห่งนี้ ถือเป็นสวรรค์สำหรับบรรดานักล้วงกระเป๋าตัวยง

2. กรุงโรม ประเทศอิตาลี

แม้โบราณสถานจำนวนมากของนครหลวงแห่งอิตาลี จะถือเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มีความสนใจทางด้าน ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ทว่ามันก็เป็นแหล่งดึงดูดเหล่านักล้วงกระเป๋า ผู้เชี่ยวชาญช่ำชองในการใช้กรรไกรตัดกระเป๋าและลักทรัพย์ของนักท่องเที่ยว นานาชาติเช่นกัน

กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ค

3. กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ค

“สะพานชาร์ลส์” ของนครหลวงแห่งสาธารณรัฐเช็ค ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันงดงาม เนื่องมาจากอนุสาวรีย์สไตล์บาโร้คซึ่งตั้งเรียงรายอยู่กว่า 30 แห่ง นอกจากนี้ทำเลที่ตั้งของสะพานก็ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทัศนียภาพ ของแม่น้ำกว้างและปราสาทโบราณได้อย่างถนัดตา ทว่านักท่องเที่ยวทั้งหลายก็ต้องระมัดระวังเช่นกันว่าทรัพย์สินมีค่าส่วน ตัวยังคงอยู่กับตนเองภายหลังเดินลงมาจากสะพานดังกล่าว

4. กรุงมาดริด ประเทศสเปน

ตลาดขายสินค้ามือสองชื่อดัง “เอล ราสโตร” และสถานีรถไฟใต้ดิน ถือเป็นแหล่งหากินของนักล้วงกระเป๋ามือฉมัง เช่นเดียวกันกับพิพิธภัณฑ์จำนวนมากในเมืองหลวงของสเปน

5. กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

นครหลวงแห่งแสงสี ซึ่งนักท่องเที่ยวอันล้นหลามสามารถถูกล้วงกระเป๋าได้ตั้งแต่ย่าน “หอไอฟ์เฟล” ไปจนถึง “โบสถ์ซาเคร เกอร์” รวมทั้งตามสถานีรถไฟใต้ดินต่าง ๆ

6. เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี

นักท่องเที่ยวนานาชาติไม่ควรตื่นตาตื่นใจกับงานศิลปะขึ้นชื่อฝีมือ “มิเคลันเจโล” รวมทั้งงานศิลปะและโบราณวัตถุล้ำค่าชิ้นอื่น ๆ ในนครหลวงของวงการศิลปะแห่งนี้ จนกระทั่งลืมเลือนที่จะระวังตัวจากบรรดานักล้วงกระเป๋าเชื้อสายอิตาเลียน

กรุงบัวเอโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา

7. กรุงบัวเอโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา

เมืองที่มีชีวิตชีวาและสีสันทางวัฒนธรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งจากทวีปอเมริกา ใต้ อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวทั้งหลายก็ควรระวังตัวยามร่างกายของคุณแปดเปื้อนกับของเหลว บางชนิดที่คล้ายคลึงกับมัสตาร์ด แล้วมีผู้คนใจดีพยายามมาช่วยเช็ดรอยเปื้อนดังกล่าว เพราะทรัพย์สินส่วนตัวของคุณอาจปลาสนาการไปได้โดยไม่ทันรู้ตัว

8. กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

นอกจากแม่น้ำลำคลองอันโด่งดังและผู้คนที่มีอัธยาศัยเป็นมิตรแล้ว เมืองหลวงของฮอลแลนด์ก็ยังมีนักล้วงกระเป๋าที่ขึ้นชื่ออีกด้วย

9. กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

เมื่อเดินทางไปเที่ยวชมโบราณสถานยุคกรีกจำนวนมากมายในดินแดนต้นกำเนิดกีฬา โอลิมปิก นักท่องเที่ยวควรเก็บรักษาของมีค่าไว้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา

กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

10. กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

เมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมแบบฝรั่งเศส รวมทั้งวัดและเจดีย์โบราณทางพุทธศาสนาอีกกว่า 600 แห่ง ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกแห่งหนึ่ง สำหรับนักท่องเที่ยวนานาชาติ อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ต้องระมัดระวังตัวจากการถูกล้วงกระเป๋าอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway